mandag 2. november 2015

คอร์สจากนาฟ ตอน(2) ปสก.เรียน Kontormedarbeiderkurs

Kontor kurs คู๊ชแรกจากนาฟ

01.06.15 
          เริ่มเรียน Kontormedarbeiderkurs เป็นวันแรก โรงเรียนอยู่แถว Carl Berners Plass Stasjon แล้วก็เดินๆ ข้ามถนนๆ ซอกซอก ประมาณ 7 นาที ก็ถึง ที่อยู่ Reaktorskolen AS Dælenenggata 26, 0567 Oslo


http://www.skb.no/eiendom/daelenengagata-26/

          Kontormedarbeiderkurs คือ คอร์สเกี่ยวกับการทำงานบนออฟฟิต จบไปก็ไปทำงานในสายงานออฟฟิต เช่น  Resepsjon, sentralbord, arkiv, rengskap, kundebehandling เป็นต้น ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องเกี่ยวข้องกับประสบการณ์ทำงานในอดีตด้วย

          เราเรียนอยู่ชั๊น 5 บนสุดเลย เดินขึ้นลงทุกวัน เพื่อการออกกำลังกายวันละนิดจิตแจ่มใส 

          ารไปเรียนวันแรกนี่.....เป็นอะไรที่มึนตึบ ไม่เข้าใจ 100% คอร์สนี้มีแต่คนนอร์ช หรือไม่ก็คนที่มาอยู่นานแล้ว มีแต่คนเก่งๆ นั้น เรารู้เลย ว่าเราด้อยสุดเลย ในเรื่องภาษานะ


ในห้องเรียน
          ช่วงระยะเวลา 4 อาทิตย์แรกที่ไปเรียนนี่ ถือว่าเป็นช่วงที่กดดันที่สุด เรียนเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง ครูก็มีหลายคน และเพื่อนก็พูดดิอาเล่กฟังยากมากๆ แถมมีแต่คำศัพท์ยากๆ ทั้งนั้นเป็นพวกศัพท์เฉพาะ วันๆ เรียนไป เปิดคำศัพท์ไป จด ท่อง ไป เป็นแบบนี้ทุกวัน เราต้องเรียนหนักกว่าชาวบ้าน ด้วยข้อจำกัดของภาษานั่นเอง

         การเรียนที่นี่ จะเน๊นการพูดหน้าชั๊นเรียนมากๆ แรกๆ ก็กลัวสุดๆ ตื่นเต้น แต่หลังๆ เริ่มชินขึ้นทุกวัน เราถือว่าการเรียนการสอนแบบนี้ เป็นการสอนที่ดี เพื่อให้เรามีความมั่นใจในตัวเอง กล้าพูด กล้าทำ กล้าแสดงความคิดเห็น และเน้นการทำงานเป็นกลุ่มเป็นหลัก


ทางเดินหน้าห้อง
          เพื่อนที่คอร์สเรียนนี้ดีมาก เป็นกันเอง ให้ความช่วยเหลือกันดีมาก ซึ่งไม่เคยพบเจอมาก่อน ไม่มีจะมาโชว์ว่าใครเก่งกว่าใคร หรืออิจฉากัน ทำให้เราอยากไปเรียนทุกวัน และอาทิตย์แต่ละอาทิตย์ผ่านไปเร็วมากจนไม่ทันตั้งตัว

          ช่วงที่เรียนอยู่นี้ บางคนออกได้ออกไปฝึกงานตั้งแต่ 2 อาทิตย์แรก ถ้าคนไหนพร้อม ด้วยคุณสมบัติต่างๆ ก็ไม่จำเป็นต้องเรียนในห้องเรียนจนครบ 20 สัปดาห์ ฝึกงาน 10 สัปดาห์ ตามที่เค้ากำหนดมาแต่แรก

          ที่คอร์สเรียนเค้าจะหาที่ฝึกงานให้ (แต่ไม่ทั้งหมด) หมายถึง ครูมีข้อมูลพื้นฐานบริษัทอยู่แล้ว ครูก็โทรศัพท์ไปติดต่อสอบถามบริษัทต่างๆ ว่าเค้าต้องการเด็กฝึกงานไหม เค้าก็จะส่งรายละเอียดมาให้ที่ครู แล้วครูก็จะเอามาประกาศว่าในชั๊นเรียนว่า ใครสนใจทำงานอันนี้บ้าง ถ้าสนใจก็ส่ง Cv ไปให้ครู แล้วครูก็จะส่งต่อไปให้บริษัท บริษัทจะนัดสัมภาษณ์ ถ้าได้ก็จะได้ไปฝึกงานที่นั่น แต่ละที่ฝึกงานแตกต่างกันบ้าง บางที่ฝึกงาน มีโอกาสได้บรรจุเป็นพนง.ประจำ บ้างก็ได้เป็นพนง.ชั่วคราว บ้างก็ได้แค่ฝึกงานเฉยๆ ไม่มีโอกาสพัฒนาต่อยอด แต่ก็ถือว่าได้ปสก.และได้เอาไปเขียนใน Cv


โรงอาหารอยู่ชั้นหนึ่ง ติดกับรีเซฟชั่น นานๆ จะซื้อเค้ากินสักที
          ในช่วงเรียนสัปดาห์แรกๆ จะเน้นเรื่องเกี่ยวกับตัวเองซะส่วนมาก เช่น ประวัติตัวเอง และรายงานหน้าชั้นเรียนบน Power Point


06.07.15 - 27.07.15 
ปิดเรียน 3 อาทิตย์ เป็นช่วงวันหยุดซัมเมอร์

          หลังจากปิดซัมเมอร์ไป 3 อาทิตย์ หูย...กลับมาแล้วขี้เกียจขึ้นเป็นกอง แต่ก็ทนเรียนต่อไป การเรียนประกอบไปด้วยวิชาต่างๆ ดังต่อไปนี้ 

Korrespondanse การเขียนจดหมาย เขียนให้ถูกหลัก เว้นกี่บรรทัด วรรคตอน ตัวหนา สั่งสำคัญ ฯลฯ

Booking og møtearrangering การจัดการการประชุม การสัมนานอกสถานที่ ต้องทำแจกแจงรายการ เตรียมอุปกรณ์ อาหาร ราคา ที่พัก การเดินทาง งบประมาณ ส่วนลด พิธีกร บลาๆๆ เป็นงานกลุ่ม และมีรายงานหน้าชั้นเรียน เหมือนจะง่าย แต่ยากนะ

Kundebehandling, Service og etikk. Resepsjon og sentralbord พวกนี้เน้นทฤษฎี  ไม่มีไรมากมาย


Arkivering og dokumentbehandling i Public 360 เป็นโปรแกรมบนคอมพิวเตอร์ เกี่ยวกับการจัดการเอกสาร เช่น องค์กรเราได้จดหมายมา เราต้องพิจารณาว่า จดหมายนี้มาจากใคร จะส่งต่อไปไหน หรือจดหมายภายในองค์การ และเราก็ทำการแจงแจงในโปรแกรม Public 360 ก่อนที่เราพิมพ์รายละเอียดลงในโปรแกรม เราต้องเข้าใจทั้งหมดของจดหมายด้วย ตรงนี้แหละที่ยากตรงที่เราต้องเขียนสรุปย่อ ว่าจดหมายนั้นเกี่ยวกับอะไร ยังไง เรื่อง Akiv เรียนประมาณ 3 สัปดาห์ เยอะกว่าวิชาอื่น


Faktura og ordrebehandling Visma Global เป็นโปรแกรมบนคอมพิวเตอร์ ชื่อ Visma Global เกี่ยวกับ การทำใบกำกับสินค้า บลาๆ เน้นการกรอกข้อมูล ว่าซื้ออะไรไปบ้าง ส่วนลดเท่าไหร่ เหลือเท่าไหร่ ฯลฯ

Personal og lønn – Huldt & Lillevik เป็นโปรแกรมบนคอมพิวเตอร์ ชื่อ Huldt & Lillevik เป็นการทำงานเกี่ยวกับการคำนวณเงินเดือนของแต่ละคนในองค์กร บางคนอาจ ขาดงาน ป่วย ไปพักร้อน เงินเกษียน เป็นต้น ก็มีแต่ตัวเลขมากมาย เหมะสำหรับคนชอบตัวเลข


CRM

CRM i SuperOffice เป็นโปรแกรมบนคอมพิวเตอร์ ที่ทำเกี่ยวกับการจัดการทำงาน คล้ายๆ กับออแกไนเซอร์ เช่น นัดการประชุม แจ้งเตือน จัดเก็บรายชื่อลูกค้า บริษัทที่เกี่ยวข้อง บลาๆ ใช้งานร่วมกับ Booking og møtearrangering ได้ดี ไม่ยากมากเท่าไหร่ 

Ms Office (word,excel,power point,outlook) อันนี้เบๆ เซียนอยู่แล้ว ;)

กฏหมายการทำงาน อันนี้งานกลุ่ม และรายงานหน้าชั้นเรียน หัวข้อนี้ ดูเหมือนจะง่าย แต่ยากมากกกกก พาเครียดกันทั้งอาทิตย์ ไม่ใช่เราคนเดียวนะ คนนอร์ชแท้ๆ ก็เครียด เพราะด้วยคำศัพท์เป็นศัพท์เฉพาะที่ยากจะเข้าใจ

การเขียน Cv และการเขียน Søknad ในหัวข้อนี้จะใช้เวลานานมาก แก้ไขเป็นร้อยๆ รอบ กว่าจะได้เพอเฟค Cv ส่วน Søknad ก็เปลี่ยนไปเรื่อย ขึ้นอยู่กับงานที่เราจะสมัคร ใช้เวลากับ Cv , Søknad อยู่หลายอาทิตย์เหมือนกัน ครูจะกระตุ้นตลอดว่า เขียนเสร็จยัง แก้ยัง หาที่ฝึกงานยัง หางานยัง เซิกไปยัง โทรไปสอบถามบริษัท หรือยัง วอร์คอินไปส่ง Cv หรือยัง บอกได้เลยว่า เยอะ!!

การสัมภาษณ์งาน ก็คือ การเทรนการสัมภาษณ์งาน เรียนรู้เกี่ยวกับคำถาม ควรจะพูดตอบ แต่งตัว วางตัว ยังไง ในการไปสัมภาษณ์งาน



อีกวิชาเรียกว่าอะไรดีล่ะ วิชา''ตามหาตัวเอง''แล้วกัน เค้าจะให้หา จุดอ่อน จุดแข็ง ของตัวเอง, นิสัยที่แท้จริง, อะไรที่เราอยากทำ, อะไรที่เราอยากจะเป็น เป็นต้น

การทำโปรเจค ส่วนใหญ่เน้นเป็นงานกลุ่ม และรายงานหน้าชั๊นเรียน บ่อยมากกกกก ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ล่ะ ชอบงานเดี่ยวมากกว่า ไอที่ไม่ชอบๆ นี่แหละ มีทุกอาทิตย์เลย เซ็ง...

          ในแต่ละวิชา บางวิชาใช้เวลา 1 - 2 อาทิตย์ หรือบางวิชาอาจใช้เวลาแค่ 3 อาทิตย์จบ

          ครูบางคน ก็สอนโคตรเร็ว ครูบางคน ก็สอนโคตรช้า และดิอาเล่กต่างกัน ยากมากกกกกกกกกที่จะเข้าใจเหอๆ

01-10-15
          นักเรียนในห้องตอนนี้เหลือ 6 คน รวมเราด้วย ฮ่าๆๆๆ บางคนก็ได้ที่ฝึกงานแล้ว แต่ยังไม่ถึงกำหนดวันเริ่มงาน ก็จะยังมานั่งเรียนรอเวลาอยู่ได้ ส่วนเราไม่อยากทำงานในออฟฟิตแล้ว เปลี่ยนใจซะงั๊น หลายอย่างมาเป็นส่วนประกอบ เช่น ปวด แสบ แห้ง ที่ตามากๆ , ปวดร้าวตั้งแต่ข้อมือขึ้นไปถึงหลังซีกขวาทั้งส่วน เนื่องจากการใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน เพราะอยู่ที่โรงเรียนต้องนั่งหน้าคอมฯ ตลอด 
          สำหรับเรา การนั่งทำงานออฟฟิตเฉยๆ ทั้งวันเป็นอะไรที่น่าเบื่อมาก ไม่ได้ขยับอะไรมากมาย หรือเรียกอีกอย่าง นั่งรากงอกทั้งวัน เลยบอกครูว่า ชั๊นจะฝึกงานสาขาอื่น (แกล้งแอ๊บว่า ภาษานอร์ชชั้นไม่ได้เรื่อง ทำงานออฟฟิตไม่ได้หรอก) ตอนแรกอยากฝึกงานที่อนุบาล ตอนแรกครูบอกโอเค พอหาที่ฝึกได้แล้ว ครูบอกไม่ให้ฝึกที่อนุบาล (ครูแม่ม กวนตรีนมาก) จะให้เราไปฝึกร้านขายเสื้อผ้าแทน อะไรวะ เซ็งเป็ด 

          หาที่ฝึกงานที่บานาฮาเก้นง่ายมาก เราแค่ส่งอีเมลล์ไป แนบ Cv , Søknad และใบผ่านนอร์ช B1 ยกตัวอย่าง เราส่งไป 6 ที่ ติดต่อกลับมา 4 ที่ บ้างส่งอีเมลล์กลับมาหาเรา บ้างก็โทรมาหาเรา เนื้อหอมมากเลยอะ ฮ่าๆๆ (แต่บางคนก็บอกว่ายาก ไม่รู้อะ เราว่าง่าย :D )

          แต่ตอนอยู่ไทยก็ทำงานออฟฟิตนะ ก็เป็นอาการเดียวกับตอนนี้แหละ ปวด แสบ ตา และมีอาการปวดที่ซีกขวา แต่ตอนนั้นก็ทนไป เพราะคิดว่ามันคงหาย แต่ก็ไม่ 

02-10-15
          และอิฉันก็ไปสัมภาษณ์งานร้าน Mango ที่สาขา Karl Johan สัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษ พอดีหัวหน้าเป็นคนสเปน พูดนอร์ชไม่ได้ แล้วภาษาอังกฤษเราก็ได้แค่ถูไถ เห้อ....เลยบอกหัวหน้าว่า ภาษานอร์เวย์ชั๊นดีกว่าภาษาอังกฤษ คอนเฟิร์ม!! 
          เริ่มฝึกงานที่ Mango วันแรกที่ 13-10-15

กำหนดเรียนจบทฤษฎี จริงๆ แล้ว 06-11-15


          เรียนทฤษฎี กับ ฝึกงาน ได้เงินจากนาฟเหมือนกัน วันละ 345 kr. และค่าเดินทางวันละ 37 kr. (ถ้าบ้านมีระยะทางไกลเกิน 6 km.ได้เงินช่วยค่าเดินทาง) เงินเข้าทุกสองอาทิตย์หลังจากที่ส่ง melde kort ฉะนั้น ก็จะได้ 3820 kr. ต่อสองอาทิตย์

ไว้อ่านต่อเรื่องหน้า เกี่ยวกับการฝึกงานร้านเสื้อผ้า Mango นะจ๊ะ



บทความเชื่อมโยง

บทความแนะนำ โดย All about Norway
คลิกที่ลิ๊งด้านล่างได้เลยจ้า 

การเรียนภาษา

การหางาน และ นาฟ

วีซ่า

ความรู้ทั่วไป

รีวิว ที่เที่ยวใน Oslo

onsdag 7. oktober 2015

หางานทำ ตอน(2) เสิร์ฟร้านอาหาร

          ทำงานร้านอาหารที่นอร์เวย์ ตำแหน่งเด็กเสิร์ฟ....

          การหางานก็ตามเว็บยอดฮิตของที่นี่เลย คือ เว็บของ Nav.no กับ Finn.no และก็ส่ง CV และ Søknad ไป ตามที่อยู่รายละเอียดที่เว็บ
          I usually find jobs at Nav.no and Finn.no website.

          ตอนแรกที่เลือกสมัครงานที่นี่เพราะ เห็นว่าเป็นร้านอาหารชื่อดัง น่าจะมีอะไรดีๆ ให้พนง. เช่น เงินเดือน การทำงาน สภาพแวดล้อม บลาๆ เราก็เลยลองเสี่ยงดู

          แอดมินส่งใบสมัครไปที่ร้านอาหารชื่อดังเมื่อวันพุธที่ 2 กย.15 และได้รับการติดต่อกลับมาให้ไปสัมภาษณ์งานในวันถัดมา คือวันที่ 3 กย.15 เวลา 17.30 แอดมินก็ไป ได้นั่งสัมภาษณ์ด้านนอก นั่งคุยตรงบาร์ที่ยังไม่เปิด เป็นการสัมภาษณ์งานที่แบบไม่เป็นทางการเลย แต่ทุกอย่างผ่านไปอย่างราบรื่น ได้เซ็นสัญญาการทดลองงานเป็นเวลา 3 วัน ได้วันละ 300 kr. เริ่มทำงาน 4,5,8 กย. 15 คือทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากกกกกกกกกกกกกก (เล่าให้เพื่อนฟัง เพื่อนบอกว่า ''หูย'....อะไรอะ ได้เงินแค่วันละ 300 เองเหรอ เคี่ยวเว่อ ปกติเค้าก็คิดเป็นชั่วโมงปกติตามร้านทั่วไป'' ก็ไม่รู้อะ นางให้เท่านี้ ก็เอาเท่านี่ล่ะค๊าาา)
          I sent my CV and my application to No.... Restaurant and after one day, I got email about interview the next day. I had interview out side and sat at the bar. She said she wanted me as an apprentice for 3 days. I had never worked in a restaurant before, so it was difficult for me. She gave me 300 kr. per day.
          หน้าที่การทำงานก็คือ เป็น พนง.เสิร์ฟอาหารนั่นเอง แอดมินไม่เคยมีปสก.การเสิร์ฟอาหารมาก่อน เคยแต่ไปช่วยเค้าเสิร์ฟอาหารแค่ 2 วัน ขนาดรินไวน์ยังหกเลย เง๊อะๆ ง๊ะๆ

          ภายในร้าน 80% เป็นคนจีน ส่วนมากพวกเค้าก็จะพูดภาษาจีนกัน บ้างก็พูดภาษานอร์ชไม่ได้ ก็ต้องสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษ ส่วนใครพูดภาษานอร์ชได้ ก็สื่อสารเป็นภาษานอร์ช ดังนั้น ก็พูดสองภาษาล่ะ มึนตึ่บ 
          There were so many Chinese staff and some of them could not speak Norwegian, but of course they could speak English.
          ภายในร้านดูดี สวยงาม มีระดับ แบ่งเป็นโซนซูชิบาร์ด้วย และโซนรับประทานอาหาร สองโซนด้านใน และด้านนอก แถมยังมีโซนบาร์ด้านนอกอีกด้วย จะบอกว่ายังไม่เคยมาทานอาหารร้านนี้มาก่อน นี่เป็นครั้งแรกที่มา และได้มาทดลองงานเลย
          The restaurant looks nice .
วันแรก
          เริ่มงานเวลา 16.00 - 23.00 ไปถึงก่อนเวลา 20 นาที ก็เลยไปกินอาหารก่อน อาหารก็หยิบจากในครัว และถือไปในห้องกินอาหาร ทางเดินเข้าไปนั้น แบบอึ้งอะ...เล็กมาก แบบคนเดินสวนกันไม่ได้ เลี้ยวขวา - ทางตรงยาว - เลี้ยวซ้าย - ตรงไปห้องน้ำ และเลี้ยวขวาเป็นที่กินอาหาร (ประตูห้องน้ำกับ ประตูทางเข้ากินข้าวจ๊ะเอ๋กัน ประตูตรงที่กินอาหารเป็นแค่ ที่รูดกั้นบางเบา) 
          I began to work 16.00-23.00. I could come to the restaurant early and I could eat food from the kitchen before I began to work.

          เปิดเข้าไป โอ้แม่เจ้า!! นี่ คือที่รับประทานอาหารของร้านอาหารชื่อดังในเมืองออสโลสำหรับพนง.เหรอนี่ เล็กมาก, สิ่งแวดล้อมแย่, ประมาณยาว 2 เมตร กว้าง 1 เมตร เห็นแบบนี้แล้วเซอร์ไพร์มาก และอาหารกลิ่นแบบจะเสียแหล่ไม่เสียแหล่ แต่ก็กิน ไม่อยากมากเรื่อง
          แรกๆ ก็เรียนรู้โน่นนี่ไปคร่าวๆ เช่น การจำแนกแก้วไวน์ ไวน์นั้นใช้แก้วนี้ ไวน์นี้ใช้แก้วนั้น จานโน๊น จานนี้ สอนการหิ้วแก้วไวน์ได้หลายๆ ใบภายในมือเดียว ฯลฯ พอช่วงสัก ห้าโมงเย็นนิดๆ ได้อนุญาตให้พัก 5 นาที หลังจากพัก ก็ทำงานแบบ Non Stop เลยจ้าาาาา ห้ามยืนอยู่เฉยๆ ต้องหาอะไรทำ รินน้ำไป เค้าสั่งให้ทำอะไรก็ทำ แต่ถึงเวลาจริง มันยุ่ง เค้าก็ไม่มีเวลามาสั่งเรา เราก็ได้แต่ยื่นบื้อบ้างเป็นครั้งคราว ยัน 4 ทุ่มครึ่งจน ได้รับอนุญาตให้ไปพักทานอาหารได้ 15 นาที!!!  แน่นอนเขียนไม่ผิด 15 นาที ต้องรีบๆๆๆ กิน นั่งยันไม่ทันหายเมื่อยเลย ก็ต้องออกไปทำงานต่อ วันแรก เมื่อยมากและมีอะไรที่ต้องเรียนรู้เยอะ เช่น การหิ้วแก้วไวน์หลายๆ ใบ, การถือจานหลายใบ, การจัดโต๊ะ, การเก็บโต๊ะ, การเสิร์ฟ, จำเบอร์โต๊ะ, บลาๆๆๆ ทุกอย่าง เน้นท่วงท่าที่สวยงาม

          First day I had so many things to learn, for example, how to carry wine glasses, different style of wine glasses, different dishes etc. About 17.00, I was allowed to take a 5-minute break, and then work non stop to about 22.00. I was allowed to have a 15-minute break to eat dinner.
          It was difficult to remember the table numbers, because the tables didn't have number plates, and the other staff only memorized them. 

วันที่สอง 
          ได้ออกไปทำงานด้านนอก เป็นโซนสูบบุหรี่ได้ โอ๊ย...เกือบตาย เหม็นกลิ่นบุหรี่มาก ทำงานไป ดมกลิ่นบุหรี่ไป นรกสุดๆ แสบตา แสบจมูกไปหมด วันนี้ไม่ค่อยมีอะไรมาก คนที่ร่วมงานด้วยแทบไม่ได้สอนอะไร แค่บอกเทคนิค การถางเนื้อเป็ดออกจากกระดูก เพราะเป็ดทอดร้านนี้ขายดีมากกกกกก 70% ของคนที่มาร้านนี้ต้องสั่ง และพนง.เสิร์ฟ จะต้องถางกระดูกออกก่อน ก่อนจะถางออกนั้น ต้องเอาไปโชว์ให้ลูกค้าดูก่อนนะว่า ''นี่เป็ดทอดนะ เดี๋ยวชั๊นจะเอากระดูกออกให้'' วันๆ ถางแต่กระดูกเป็ดออกไม่รู้กี่จาน อ้อ วันนี้ ได้พักรอบเดียว คือตอน สี่ทุ่ม และเหมือนเดิมได้พักกินอาหารแค่ 15 นาที  (จะพักแต่ละครั้ง ต้องได้รับอนุญาตจากหัวหน้าก่อน เช่น นางเดินมา แล้วบอกว่า เธอไปพักได้ แต่ถ้านางไม่บอก หรือนางลืม เราก็ไม่มีสิทธิพัก)
          The second day I had to work outside, where it is allowed to smoke, and I didn't like it. It was not much new to learn today, but I learned how to remove bones out of "Crispy Duck". And I was allowed only one break at 22.00, and that was my 15-minute dinner break.
เป็ดจานนี้ อาหารนิยมของร้าน 
วันที่สาม 
          วันสุดท้ายของการทดลองการทำงาน ได้ออกไปทำงานข้างนอกอีกแล้ว!! วันนี้ได้เสิร์ฟมากขึ้น บางทีก็กลัวเสิร์ฟกาแฟหก เพราะต้องแบกถาด เทกาแฟบนถาดในขณะที่ถือ และวางให้ลูกค้า คือปกติแล้ว เป็นคนที่ซุ่มซ่ามมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ เลยต้องทำช้าๆ แล้วลูกค้าก็กลัวไง ฮ่าๆๆๆๆ กลัวเราทำหก มีหลายครั้งที่โดนตินะ เช่น การเก็บจานให้เก็บมาหลายๆ ใบซ้อนกันบนมือ, ห้ามถือแก้วเฉยๆ เสิร์ฟ หรือเก็บ ต้องใช้ถาดเท่านั้น ต้องโน่น ต้องนี่ คือกฎคอนเซปของร้านคือ ทุกอย่างต้องสวยงาม ไอเราก็เง๊อะง๊ะไง 
          Last day as an apprentice. I had to work outside again and today I served very much, because the boss wanted to see my skills. But as you know, I never had restaurant experience before, but I did my best 
          บางทีก็หน้าแหกหลายรอบ เช่น บอกพนง.คนนึง เธอๆ โต๊ะนั้นเค้าจะจ่ายเงินน่ะ นางบอก มาบอกอะไรชั๊น ชั๊นไม่ได้ทำหน้าที่นี้ คือ เราก็ไม่รู้ ก็เห็นนางเดินๆๆๆ สยายคอสอดส่องไปมา ก็เห็นช่วยทำโน่นนี่ ก็นึกว่าบอกนางได้ แต่คือนางแต่งตัวแตกต่างไง แต่งสูท กระโปรง ไรงี๊ เป็นต้น

          สิ่งที่ยากที่สุดสำหรับเรา คือ การเสิร์ฟและการเก็บจาน เพราะจานมีน้ำหนักค่อนข้างมาก และแขนเราเล็กติ๊ดเดียว มีพลังแขนไม่พอ ไม่มีกำลังข้อแขนและนิ้ว (นิ้วสั้นอีก)
          The difficult thing was to clear the table and serving, because I have so small arm, short fingers and I couldn't carry so many dishes. It was very heavy.
ภาพการเก็บจาน (Clear the table)

- ภาพแรก สิ่งที่เราทำคล้ายๆ กับในรูป ในรูปใช้นิ้วชี้และนิ้วกลาง(เราใช้นิ้วโป้กับนิ้วก้อย) ถือจานอาหารจานแรก ที่เป็นที่วางของเศษอาหาร และมีดส้อม (มีดส้อม ก็ต้องไขว้กันให้ถูกต้อง เพื่อไม่ให้มันตกหล่น)

- ภาพถัดลงมา เก็บอีกจานมาวางไว้บนข้อแขน และใช้มือขวา กวาดอาหารจากจานบนลงมาจานล่าง

- ภาพสุดท้าย ก็ทำซ้ำๆๆๆๆ วางบนข้อเรื่อยๆ กวาดเศษอาหารลงมาจานล่าง และไขว้มีดส้อม
ต่อไป 
ภาพการกวาดอาหารจากอีกจาน ไปอีกจาน
          เราจะไม่ใช้ช้อนใดช้อนหนึ่งกวาดอาหาร แต่เราจะใช้ ช้อนและส้อม จับดังภาพ หนีบอาหารจานอีกจานไปอีกจาน (ไม่ใช่ง่ายๆ เลยนะเนี่ย)

          วันนี้ได้พักสองรอบ วู๊ววววว รอบแรกก็ประมาณ เกือบหกโมงเย็น 5 นาทีเหมือนเดิม และรอบสุดท้ายแน่นอน วันนี้วันอังคาร ลูกค้าเงียบไว ก็ได้พักตอน 3 ทุ่ม โชคดีไป พอพักทานอาหารเสร็จ ก็ออกมาคุยกับหัวหน้า เรื่องงาน สรุปดังนี้
          I was allowed to have a 5-minute break (Yeah!!), and had break again around 21.00, because the restaurant didn't have many customers. And the boss talked to me about my apprentice period. 

นางบอกว่า
- ฝึกงานต่อเป็นเวลา 1 เดือน
- ได้ 110 kr. ต่อชั่วโมง หลังจากฝึกงาน เพิ่มเป็น 120 kr.
- ไม่มีพิเศษทำงานเย็น-มืด หรือวันหยุด
- ทิป ไม่ต้องหักภาษี แต่ก็หารกับเพื่อนในร้าน

          *และหลังจากฝึกงาน นางไม่รับปากว่าจะได้ทำ Heltid หรือ Deltid หรือ อาจจะไม่ได้อะไรเลย

          จะบอกว่าเราทำงานแม่บ้านโรงแรมได้ 152 kr. มีพิเศษวันหยุด พิเศษกะเย็น บางทีก็ได้ทิป บางทีก็เก็บขวดไปหยอดตู้ได้หลายตังด้วย
         เราก็แบบ ห๊าาาาาา ไม่ไหวนะคะ อย่างนี้ ทำงานดึกไม่มีเงินพิเศษปลวกอะไรเลย ทำงานเยี่ยงทาส หนัก เครียด และกดดันมาก พักก็แค่ 15 นาที สภาพแวดล้อมการทำงานก็แย่ค่ะ ดิชั๊นขอบาย  (ต้องบอกก่อนว่า เราไม่รู้อะไรเกี่ยวกับ การทำงานร้านอาหารมาก่อน ก็เลยหวังว่า จะได้รายชม.เยอะกว่านี้ และไม่เคยรู้ว่า เค้าไม่มีเงินพิเศษ ทำงานดึก ส.อา บลาๆ)

          แต่ยังไงเราก็ยังมีคู๊ชเรียนเหมือนเดิม รับเงินจากนาฟเหมือนเดิมสบายใจกว่าเยอะ อย่างน้อยเราก็ไม่ได้เสียอะไร ถ้าเกิดเลือกที่จะไปฝึกกับนาง เกิดอยู่ๆ นางบอกว่า เธอ ไม่เหมาะกับงานนี้ เราก็กลับไปเรียนต่อไม่ได้ ไม่เสี่ยงดีกว่าอะนะ 
          I actually go to office course every day and get money from Nav, about 7,000 kr. /month. I didn't want to risk losing my course if I can't get a full time job.

          หลายคนที่ทำงานร้านนี้ เป็นนักเรียนนักศึกษาซะส่วนใหญ่ เค้าอาจจะยอมรับเงินรายชั่วโมงแบบนี้ได้ เราก็เข้าใจว่ามีทิปด้วย แต่ใครจะไปรู้ล่ะ ทิปมากทิปน้อย สำหรับเรา 
          การได้เรียนรู้ ได้ทดลองงาน ในแขนงงานร้านอาหารนั้น มันให้อะไรกับเราเยอะ และเราก็เข้าใจว่า เราไม่เหมาะกับการทำงานนี้แน่ๆ เราจะได้มองข้ามมันไป และไม่กลับมาลองมันอีก เป็นประสบการณ์ที่ดีอย่างหนึ่ง!! และมันทำให้เรารู้อีกว่า งานเสิร์ฟร้านอาหารไฮๆ แบบนี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ มันเป็นงานหนักอย่างหนึ่ง ที่ต้องเสิร์ฟจานหลายๆ ใบบนมือบนแขน แขนก็จะหัก 
          It was a good experience as an apprentice, and I know more about restaurant branch, and also that it was not for me.
                     (แต่จริงๆ เราก็ยังมีงานแม่บ้านโรงแรมอยู่นะ ยังไม่ได้ลาออก จะทำเมื่อไหร่ก็ได้ แค่โทรไปบอกเค้าว่า เราว่าง.... แต่เราไม่อยากแล้ว เพราะด้วยข้อเสียที่มันเยอะมากเกินไป ก็เลยหางานใหม่นี่ดีกว่า)  
          สรุป วันนั้นได้กลับบ้านไว สามทุ่มครึ่ง นางบอกว่า เธอจะกลับเลยก็ได้นะ หรือจะอยู่ช่วยต่อก็ได้ เราเลือกทันที กลับบ้าน ฮาๆๆ วันรุ่งขึ้น ต้องตื่นไปเรียนแต่เช้าอีก เห้อ...ชีวิตช่างวุ่นวายจริงๆ ถ้าได้งานประจำชีวิตคงจะนิ่งกว่านี้แหละ
          พอวันรุ่งขึ้น ไปเล่าให้เพื่อนฟังที่โรงเรียน เพื่อนบอก หูย อะไรเนี่ย ไม่น่าเชื่อเลย เพราะร้านออกจะดูดีมีระดับขนาดนี้ เพื่อนยังบอกอีกว่า ไม่ไปกินแล้วร้านนี่แล้ว ฮ่าๆๆๆ ซะงั๊นอะ เราแค่พูดความจริงนะ ไม่ได้ดิสเครดิสร้านเลยสักนิ๊ด อะไรที่ว่าดีก็ดี อะไรที่ว่าแย่ก็แย่ตามนั๊นนะจ๊ะ

เรื่องเล่าร้านอาหารอื่นจากเพื่อน เป็นร้านที่ไฮๆๆ โซมาก เพื่อนบอกว่า นางทำงานแบบไม่มีเวลาพักเบรคเลย ได้พักแค่ตอนไปเข้าห้องน้ำตอนหย่อนก้นนั่งเท่านั้น แล้วงานก็หนักอะ หูย...อะไรจะโหดขนาดนั้นนี่ (ดิฉันขอผ่านเลย หุหุ)

ส่วนอีกเรื่อง เป็นเพื่อนฟิลิปปินส์ นางทำงานเป็นผู้ช่วยหัวหน้า ร้านขายรองเท้ามา 8 ปี เจ้าของร้านเป็นคนนอร์เวย์แท้ แต่โหดและเคี่ยวมาก ตั้งแต่นางทำงานมาเกิน 100% ทุกเดือน ไม่เคยมีวันป่วย หัวหน้าบอกว่า ถ้าเธอป่วย ยังไงก็ต้องมาทำงาน และชั๊นจะพิจารณาเองว่าเธอป่วยจริง และอีกอย่าง เพื่อนทำงานมาเกิน 4 ปี ปกติแล้ว เมื่อทำงานติดต่อกัน เกิน 4 ปี จะได้เปลี่ยนสัญญาเป็นพนักงานประจำโดยอัตโนมัติ แต่นางไม่ได้ จนทนเข้าปีที่ 8 เลยตัดสินใจลาออก 

การทำงานตปท.ใช่ว่าจะดีเสมอไป บ้างเอาเปรียบมากมาย บ้างก็ดีแต่เราไม่รู้ มันก็รวมๆ ปนๆ กันไป หนทางสู้ชีวิตที่ตปท. ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ต้องถึก ต้องทน ต้องสู้ต่อไป ตราบใดที่ยังหาหายใจอะนะ

บทความแนะนำ โดย All about Norway
คลิกที่ลิ๊งด้านล่างได้เลยจ้า 

การเรียนภาษา

การหางาน และ นาฟ

วีซ่า

ความรู้ทั่วไป

รีวิว ที่เที่ยวใน Oslo


tirsdag 22. september 2015

มีวิธีไหนบ้าง ที่จะได้ไปใช้ชีวิตอยู่ตปท.?

          เชื่อว่าหลายคนต่างเคยฝันว่า  ''ชั๊นอยากไปใช้ชีวิตอยู่ที่ต่างประเทศ แต่ไม่รู้จะทำยังไง''....แอดมินขอเสนอการที่เราจะไปต่างประเทศด้วยวิธีการต่างๆ นานา ดังต่อไปนี้



นักเรียนแลกเปลี่ยน
 - สำหรับเด็กมัธยม อายุ 14 - 18 ปี สามารถอยู่ได้ 1 ปี และมีแฟมิลี่อุปถัมป์ (สามารถสอบชิงทุนไปได้ หรือไม่ก็จ่ายเอง ราคาแพงหลักแสน)


workabroadteam.com
Work and travel 
- ต้องเป็นนักเรียนนักศึกษาเท่านั้น ที่อายุไม่เกิน 28 ปี เพื่อไปเรียนรู้ระบบการทำงานจริงที่อเมริกา ใช้เวลา 3-6 เดือน (ข้อเสียที่ได้ยินมา คือ ได้รายได้ไม่คุ้มเท่ากับที่เสียไป)

Au pair 
- บุคคลทั่วไป เรื่องอายุ ขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศที่จะไป เช่น ที่นอร์เวย์รับถึงอายุ 30 ปี .....คือการทำงานเลี้ยงเด็กและทำงานบ้านไปด้วย อยู่ได้สองปี ถ้าอยากอยู่นานกว่านั้น ก็เปลี่ยนเป็นวีซ่านักเรียน หรือมีแฟน และต้องกลับไปแต่งงานที่ไทย และกลับมาอยู่นอร์เวย์ได้ (ข้อเสียของออแพร์ที่ได้ยินบ่อยมากคือ ทำงานล่วงเวลา โดยไม่ได้รับค่าจ้าง, โฮสเรื่องเยอะ หัวหมอ, ใช้งานหนัก หรือไม่พอใจก็ไล่ออกจากบ้าน ทำในออแพร์บางคนต้องระหกระเหิน หาโฮสใหม่ ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ลำบากมาก)

วีซ่าเรียนต่อ (Additional education in order for your education to be recognised in Norway) - อยู่นอร์เวย์ได้ 2 ปี

หางานทำต่างประเทศ 
- ใช้บริการบริษัทจัดหางาน หรือ ยกตัวอย่างอันนี้ https://www.facebook.com/goodworkasia เค้าโพสรับสมัครงานต่างประเทศ(เอเชีย) ,  หรือ หางานด้วยตัวเอง หาทางอินเตอร์เน็ต บลาๆๆๆ
หาแฟน 
- หาแฟนเป็นคนต่างชาติ อยากไปประเทศไหน ก็หาแฟนประเทศนั้น ใช้เว็บเดทติ้ง หรือบางคนอาจจะได้แฟนต่างชาติ ตามที่ทำงาน หรือตามที่สาธารณก็เป็นได้ หรือเป็นคนรู้จัก จากเพื่อนของเพื่อน

ไปเที่ยว 
- ขอวีซ่าไปเที่ยว เช่น ไปเที่ยวนอร์เวย์ได้ 90 วัน ในระหว่างนั้น ถ้าคุณแน่จริงหางานประจำทำได้ คุณก็สามารถเปลี่ยนเป็นวีซ่าทำงานอยู่นอร์เวย์ได้ 

อพยพ 
- เพราะไม่สามารถอยู่ประเทศตัวเองได้ เช่น เป็นนักข่าวทำข่าวบลาๆๆ แล้วทำให้ผู้มีอำนาจเกิดความไม่พอใจ ถึงขั้นสั่งเก็บ คือไม่ปลอดภัยที่จะอยู่ประเทศตัวเอง ก็ทำเรื่องอพยพมาได้  หรือ อพยพเพราะภัยสงครามที่ประเทศตัวเอง

          ส่วนรายละเอียดอย่างอื่นที่อยากรู้ ก็หาเพิ่มเติมกันเองนะจ๊ะ เช่น ให้แนะนำบริษัทไป Work and travel,  ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับออแพร์, ข้อมูลการเรียนต่อแบบเชิงลึก บลาๆๆ แอดมินไม่มีประสบการณ์ด้านนั้นเน้อ พอดีแต่งงานมาค่ะ รู้เท่าที่เขียนอะนะ 


บทความแนะนำ โดย All about Norway
คลิกที่ลิ๊งด้านล่างได้เลยจ้า 

การเรียนภาษา

การหางาน และ นาฟ

วีซ่า

ความรู้ทั่วไป

รีวิว ที่เที่ยวใน Oslo

søndag 23. august 2015

บทสัมภาษณ์ : หนุ่มคนเก่งจากไทย ได้เข้าเรียนมหาลัยชื่อดังของนอร์เวย์


แนะนำตัวกันหน่อยจ้า
          สวัสดีครับ ชื่อ''เป้ง''ครับผม อายุ 25 ปี มานอร์เวย์เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม  2015 ด้วยวีซ่านักเรียนครับ พักอยู่ Bjerke Studenthus ครับ

søndag 9. august 2015

บทสัมภาษณ์ : สาวน้อยที่ย้ายมานอร์เวย์ ด้วยวีซ่าติดตามแม่ ตั้งแต่ 12 ขวบ.


          บทความสัมภาษณ์แรกนี้ เริ่มด้วยน้องคนเล็กเลยค่ะ น้องย้ายมานอร์เวย์ด้วยวีซ่าติดตามแม่มาตั้งแต่ อายุ 12 ขวบ.

ชุดประจำชาตินอร์เวย์
แนะนำตัวเองค่ะ
          สวัสดีค่ะ ชื่อเมย์ อายุ14 มาด้วยวีซ่าติดตามแม่เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ตอนนี้อาศัยอยู่ที่ Oppland Dovre ค่ะ ย้ายมาอยู่นอร์เวย์ตั้งแต่ 4 สิงหาคม 2013 ตอนย้ายมาเมย์ต้องลาออกจากโรงเรียนที่ไทย ทั้งๆ ที่กำลังจบประถม 6 พอย้ายมานอร์เวย์ ก็ต้องเรียนซ้ำ 1 ปี
รู้สึกอย่างไรบ้าง เมื่อรู้ว่าตัวเองต้องย้ายมาอยู่นอร์เวย์?
          ก็คิดว่ามาเรียนที่นอร์เวย์ทำให้มีอนาคตที่ดี และดีใจมากที่ได้มาอยู่กับแม่ค่ะ


ตอนนี้เรียนระดับอะไร? 
          ตอนนี้กำลังขึ้นม. 1 ค่ะ 

เพื่อนเป็นอย่างไรบ้าง เค้าให้การต้อนรับเราดีไหม? 
          เพื่อนที่นี่ดีมากๆ เลย ตอนมาเรียนวันแรกๆ เพื่อนผู้หญิงก็พาไปดูโน่น ดูนี่ในโรงเรียน แล้วเค้าก็ถามเรื่องเกี่ยวกับประเทศไทยด้วยค่ะ ส่วนในชั๊นเรียนมีกัน 9 คน 

มีนักเรียนไทยที่โรงเรียนไหม?
          ไม่มีเลยค่ะ ปกติแล้วโรงเรียนนี้เค้าไม่รับคนต่างชาติ เมย์เกือบได้ไปเรียนอีกตำบลนึงแล้ว แต่พอดีมีป้าทำงานประมาณตำรวจ เค้าเลยช่วยเดินเรื่องให้ไปเรียนที่โรงเรียนนี้ได้ค่ะ ไม่ไกลบ้านด้วย โชคดีไปค่ะ55
ก่อนเข้าเรียน ต้องไปเรียนภาษาก่อนไหม?
          อ่อ ไปเรียนค่ะ ไปเรียนกับคนไทยใกล้บ้าน แล้วก็ฝึกหัดเขียนเองบ้าง เรียนอยู่อาทิตย์เดียวค่ะ555  แต่เวลาไปโรงเรียน(รร.ประถม) เค้าก็ให้ครูพิเศษมาสอนสองต่อสองค่ะ

ตอนนั้นที่ย้ายมา นานไหมถึงได้เข้าโรงเรียน?
          มานอร์เวย์ได้สองอาทิตย์ ก็เข้าโรงเรียนเลยค่ะ

แล้วอย่างนี้ เข้าใจเวลาครูสอนไหม?
          ไปเรียนวันเเรกหลับทั้งวันเลยค่ะ5555  ไม่เข้าใจอะไรเลย แต่ก็ไม่ท้อนะคะ วันแรกที่ไปโรงเรียนคุณแม่ไปส่ง แต่วันที่สองไปเองค่ะ .....ส่วนเวลาเพื่อนเค้าเรียน ครูจะให้เมย์หัดเขียนลากตัวหนังสือ (เหมือนฝึกเขียน ก. บ้านเราตามจุด)

แล้วใช้เวลานานไหม เราถึงจะเข้าใจเวลาครูสอน?
          อ่อไม่นานค่ะ ก็เข้าใจนิดหน่อย แต่ไม่เข้าใจทั้งหมด ทำได้แต่คณิต^^ ตอนนี้ก็ยังเข้าใจประมาณ 60% เองค่ะ
คิดว่า ภาษานอร์เวย์ยากไหม?
          ไม่ค่อยยากค่ะ คล้ายๆ กับภาษาอังกฤษเลย

มีเพื่อนคนไทยไหม?
          แถวบ้านที่ Dovre ไม่มีเลยค่ะ555 เป็นตำบลเล็กๆ เอง

แล้วที่อื่นละ สรุปมีเพื่อนคนไทยบ้างไหมนี่? ^_^
          ก็มีคุยๆ ในเฟสค่ะ แต่ไม่เคยเจอกัน555 

ได้กินอาหารไทยทุกวันไหม?
          ได้กินทุกวันเลยค่ะ แม่ทำให้กิน อยู่ที่นี่ชอบทานกิน Kebab, Pizza จ้า^^ ส่วนอาหารไทยก็จะเป็น ส้มตำ แล้วก็ขนมจีนน้ำยาค่ะ:') แต่ที่นี่ไม่ค่อยมีอาหารไทยขาย ต้องออกไปซื้อที่อื่น แถมไกลด้วย

อากาศล่ะ ชอบไหม?
          55ชอบค่ะ ชอบอากาศเย็นๆ หนาวๆ เมย์ชอบเล่นหิมะ ชอบเล่นสกี สลาลอมยิ่งชอบมากก
คิดถึงเมืองไทยบ้างไหม?
          คิดถึงค่ะ อยากกลับไปเที่ยวมาก ปีที่แล้วกลับไปแล้ว 3 ครั้งค่ะ555 ปีนี้เลยไม่ได้กลับ

คิดไวรึยังคะว่า ถ้าอายุ 18 ปี เราจะยังอยู่บ้านกับแม่ หรือจะออกไปใช้ชีวิตเอง ตามวิถีของคนนอร์ช?
          คิดไว้แล้วค่ะ จะออกไปหางานทำอยู่คนเดียวค่ะ (คิดว่าแม่คงโอเค) ^^

กิจกรรมยามว่าง ทำอะไร?
          เรียนคาราเต้ หลังเลิกเรียน ทุกวันอังคาร และต้องนั่งรถบัสไปเรียนอีกตำบลนึงค่ะ แล้วก็เล่นฟุตบอลด้วย หลังเลิกเรียนทุกวันพฤหัสจ้า
สุดท้ายแล้ว เมย์ อยากฝากอะไรถึงเพื่อนๆ ที่อ่านบทสัมภาษณ์ของเมย์ เกี่ยวกับการใช้ชีวิตที่ต่างประเทศ?
          การเรียนต่างประเทศ จะดูมีอนาคตกว่าที่ไทยค่ะ ถ้าเราตั้งใจ คุณครูก็ใจดีมากๆ ไม่ตีนักเรียน ถ้าเราทำตัวดีเค้าก็รัก ผู้หญิงที่นี่ส่วนมากจะเล่นฟุตบอลคือ ดีค่ะ555 
          เรื่องภาษา เมย์คิดว่าตัวเองเจ๋งนะ พูดได้ตั้ง 3 ภาษา แต่คนที่ได้เยอะกว่า 3ภาษานี่เจ๋งกว่า ส่วนภาษานอร์เวย์ก็ไม่ยากถ้าเราตั้งใจที่จะเรียนรู้มัน
          อากาศก็แตกต่างจากไทยมากๆ คือหน้าร้อนที่นี่ ท้องฟ้าจะไม่มืด ตอนดึก ๆ อากาศหนาวตลอด เวลาแดดออกอากาศจะดี ถ้าฝนตกจะตกแบบปรอยๆ ไม่หนักมากเหมือนบ้านเรา เวลาลมพัดจะพัดเเรงมาคนเกือบปลิว55 และเวลาฝนตก ฟ้าไม่ค่อยผ่าและฟ้าไม่ค่อยร้อง สรุป ประเทศนี้อบอุ่นดีค่ะ :')

          จบแล้วจ้า บทสัมภาษณ์ของน้องเมย์ สาวน้อยวัย 14 ปี ดูแล้ว น้องมีความสุขมากๆ เลยที่ได้ย้ายติดตามแม่มาอยู่ที่นอร์เวย์ แอดมินคิดว่า การที่ให้เด็กมาเติบโตทีนี่ เป็นอะไรที่ดีมาก ดีหลายอย่าง จนไม่รู้จะเริ่มอธิบายจากตรงไหนก่อน อย่างน้อยก็ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีค่ะ แถมได้พูดได้สามภาษาด้วย เก๋ ไก๋ เก๋ กู๊ด มากๆ เลยจ้าาาาา